วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551

อย่าเผลอทำ...ความรักหล่นหายไป

กว่าจะมีรักได้สักครั้ง
บางคนต้องใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนชีวิต
บางคนแทบจะหมดหวังจนถึงบั้นปลายของชีวิต
และกว่าจะได้ความรักมา
แต่ละคนต้องใช้เวลา ความอดทน
ความพยายาม ลงทุน ลงแรง ทุ่มใจ และกาย



ด้วยเหตุผลที่ คนเราคือ มนุษย์ปุถุชนธรรมดา
ที่ตกอยู่ในห้วงกิเลสตัณหา
อยากได้ อยากมี เพราะทุกคน มีความคิด
ความรู้สึก พฤติกรรม ดี เลว
ล้วนแต่สร้างความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจ แตกต่างกันไป

ฉะนั้น จงอย่าวาดหวัง ให้คนรักเป็นดั่งที่ต้องการ
และจงยอมรับว่า นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง
ที่มีเกิด เสื่อมคลาย และดับสูญ

แม้แต่สรีระของเราเอง เสื่อมโทรมไปดามกาลเวลา
ความรักจึงต้องถดถอย
เสื่อมคลายลงไปบ้าง แต่คำว่ารัก
ยังติดตรึง อยู่ในส่วนลึกของหัวใจเสมอ
อย่าคาดหวังว่า ความรักที่ เขามอบให้เรา
จะพอกพูนทวีตามกาลเวลา

และอย่านำความสวย หล่อ ความรู้ ความสามารถ
และความรู้สึกของตัวเอง
เป็นการเปรียบเทียบ เพื่อให้ได้รับความรัก
จากอีกฝ่ายหลายเท่าทวีคูณ
เพราะความรักที่คุณรัก แบบไม่แบ่งรักให้ใคร
สิ่งใดเลย นอกจากเขาคนเดียว

แต่เขา รักแม่ รักพ่อ รักญาติ รักเพื่อน และสิ่งอื่น ๆ อีก
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่มีจิตใจสะอาด
มีจิตสำนึกในการให้ความรักตอบแทนผู้อื่น
และเป็นธรรมชาติของคน
ย่อมมีความรักสิ่งอื่น อย่างอื่นด้วย

รักบุพการีเทิดไว้เหนือดวงใจ
รักญาติพี่น้องเพราะมีสายเลือดและความผูกพัน
รักเพื่อน เพราะความใกล้ชิด เคยทุกข์ สุข ร่วมกันมา
รักคนรักอย่างบุรุษพึงรักอิสตรี
และอิสตรีรักบุรุษ ซึ่งแตกต่างไปจากทุกรัก
รักเพื่อร่วมชีวิต รักเพื่อมีเพศสัมพันธ์
รักเพราะต้องการสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่น
รักที่ต้องการมีผู้สืบสกุล
รักหวังใช้ชีวิตบั้นปลายและดูแลทุกข์สุขกันและกัน

ถ้าเขาแยกแยะ รักเหล่านี้ออกจากกันไม่ได้
คุณจะรู้สึกสูญเสียเขาไปทุกวัน
เพราะจะมีรักอื่น ตามติดมาไม่ขาดสาย

ตราบเท่าที่คุณยังแบ่งรักไม่ถูก
ชีวิตจะตกอยู่ในภาวะกลัดกลุ้ม ขัดเคืองเคืองขุ่น
เมื่อเขา พูดถึงสิ่งอื่น คนอื่นด้วยความรัก
บนความรักเช่นนี้ คุณจะเป็นทุกข์
ทรมานและวิตกกังวลตลอดเวลา

มิใช่คุณคนเดียว เขาก็ตกอยู่ในฐานะเดียวกัน ใหม่ ๆ
อาจจะปลื้มกับรักมากมายมหาศาล
แต่พอนาน ๆ เข้าจะกลายเป็นความอึดอัด
รำคาญ เบื่อหน่าย จะนำไปสู่ความโกรธ

เมื่อไหร่คุณมีความโกรธ ความเกลียดจะยืนอยู่ใกล้ ๆ
และเมื่อเกลียด ก็จะรับความรู้สึกหวงแหนไม่ได้
ความแค้นจะตามมา



คุณจะมีความสุขกับรักเช่นนี้ได้อย่างไร?
รักที่เคยยิ่งใหญ่ จะมลายหายไป ในที่สุด
กลายเป็นอดีตที่อยู่กับความทรงจำอย่างเจ็บปวด
ปัจจุบันมีคนมากมายที่มีความคิดแบบนี้
เพราะต่างหิวโหยความรัก
บ้างก็เป็นโรคขาดรักมาตั้งแต่เกิด
บ้างขาดรักเมื่ออยู่ในวัยเรียน
บ้างไร้รักเมื่ออยู่ในที่ทำงาน บ้างไม่เคยมีคนรัก

ครั้นมาพบคนที่ตัวรัก จึงทุ่มเทความรัก
ความหวังทั้งหมด โดยไม่เหลือเผื่อใคร...
นอกจากเขา เพียงผู้เดียว

ดังนั้นเมื่อมีรัก และได้รัก จงแยกแยะความรัก
โดยมีสติและเหตุผล ก่อนคุณจะได้รักจากเขา
เขามีรักให้คนอื่นก่อนแล้ว
และความรักนั้นเป็นรักตอบแทนที่บริสุทธิ์
บอกและเตือนตัวคุณเสมอ ก่อนจะมีรักและได้รัก
คุณต้องใช้เวลา ฟันฝ่า แหวกวงล้อมความดี
ความชั่วมามากเท่าไหร่

กว่าจะถึงวันนี้ ...
ก่อนจะรักกันลำบากแสนเข็ญ
แต่ตอนเผลอ ทำรักหล่นหาย
ช่างง่ายดายในพริบตา ...

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2551


ในชีวิตคนเรามีสิ่งต่าง ๆ มากมายผ่านเข้ามาใช่มั้ย ?...

มีทั้งดี..มีทั้งไม่ดี..

มีทั้งที่ถูกใจ...แต่ไม่ถูกต้อง

และถูกต้อง...แต่ไม่ถูกใจ

แล้วสิ่งที่ดีที่สุดที่ไขว่คว้ากันอยู่ตรงไหนหล่ะ ?...

บางคนอาจบอกว่า...สิ่งที่ดีที่สุดคือ...

การได้รักใครสักคนที่ตนคิดว่าดี ว่าใช่ ถูกใจ

โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง...

บางคนอาจคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ..

การได้ทำตามใจอย่างที่ตนต้องการ

โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะรู้สึกอย่างไรกับการกระทำของตน..

บางคนอาจบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ...

การได้มีเพื่อนฝูงมากมายรายล้อมอยู่รอบข้าง

และเป็นที่สนใจของใครต่อใคร...

บางคนอาจบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ...

การได้มีทรัพย์สมบัติมากมาย... โดยไม่คำนึงว่าจะได้มาอย่างไร...

ต้องการมีเพียงให้ทัดเทียมคนอื่นเท่านั้น

บางคนอาจพบว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ...

การใช้ชีวิตให้คุ้มค่า กับการได้กิน ได้เที่ยว ที่หรู ๆ ได้ใช้ชีวิตในสังคมที่ฟุ้งเฟ้อ หรูหรา

โดยไม่สนใจหรอกว่าจะใส่หน้ากากแบบไหนเข้าหากัน

เคยถามตัวเองบ้างไหม ?...

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ความสุขที่แท้จริงกับคุณได้จริงหรือ ?..

เปล่าเลย...หากแต่ความสุขที่แท้จริงในชีวิต

คือการได้ทำในสิ่งที่มี...ที่อยู่รอบตัวให้ดีที่สุด!...

เพราะคุณจะไม่เสียใจเลย...หรืออาจเสียใจน้อยหน่อย

เมื่อถึงวันที่ต้องสูญเสียสิ่งนั้น..

ก็ในเมื่อคุณได้แต่สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว...ตลอดเวลาที่ผ่านมา...

ถึงแม้นวันนี้เราจะได้พบสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว...

แต่วันข้างหน้ายังมีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่ไม่ใช่เหรอ...จริงมั้ย ?...


วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

50 ข้อคิด มุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิต

1. เมื่อเด็กกำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น มีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจและใจแคบมักจะมองว่าเด็กดื้อ

2. คนเราจิตตกได้เป็นครั้งคราว อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมได้ การรู้ตัวเองและให้อภัยตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญ

3. คนอกหักไม่อาจตัดความโศกเศร้าได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเยียวยาความรู้สึกดังกล่าว

4. ให้เคารพแนวคิดของผู้อื่นบ้าง เสมือนหนึ่งเป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ต่างไปจากเราเท่านั้นเอง

5. ตนเองเสียเมื่อไหร่ที่คิดดี คิดชอบเป็นอยู่คนเดียว

6. ทำไปเพราะไม่รู้ ให้อภัยกันได้ รู้แล้วยังทำ คือ ความดื้อ

7. ก่อนที่จะว่ากล่าวถึงนิสัยไม่ดีของลูกนั้น ให้มองตัวพ่อแม่เองก่อนด้วยว่า เรามีส่วนผลักดันให้เขาเป็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า

8. ความทุกข์ของมนุษย์ 100% เกิดจากการพยายามฝืนความจริงของธรรมชาติ

9. หากต้องอยู่กับคนที่ไม่เกรงใจกันเลย พูดกับเขาให้น้อยลง เล่นกับเขาให้น้อยลง

10. หากอยากได้อะไร ก็ควรเสียอะไรบ้าง

11. ถ้าเราปล่อยให้โลก เร่งตัวเรา ควบคุมตัวเรา จนเราขาดอิสระภาพ เราก็จะทุกข์ ถ้าเราจะเร่งโลก ควบคุมโลกให้โลกนี้เป็นไปตามความต้องการของเรา เราก็ทุกข์เช่นกัน

12. ความฉลาดอาจหลอกคนได้ ความจริงใจต่างหากที่จะชนะใจคน

13. การให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากไป ทำให้เราลืมธรรมชาติ ลืมความเป็นจริงได้ง่าย

14. อารมณ์เป็นตัวกำหนดความคิด ความคิดกำหนดพฤติกรรม หากจะเข้าใจพฤติกรรมของคนให้ถูกต้อง จึงต้องอ่านอารมณ์ให้ออก

15. การมองอะไร ว่าดี ว่าเลว ขึ้นกับว่าอารมณ์ของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร

16. ทำอะไรก็แล้วแต่ ควรมีหลักการบ้าง แต่ต้องระวังอย่ายึดเป็นกฎเกินไป

17. อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นคำพื้น ๆ ที่ใช้มาเตือนสติเราได้ดีตลอดกาล

18. การพยายามทำอะไรทุกอย่างให้ได้ การสงสัยอะไรทุกเรื่องเป็นความโง่ได้ก็เพราะว่าเรื่องต่าง ๆ ในโลกนี้มีตั้งหลายเรื่องที่ใช่ว่าเราจะรู้มันได้ง่ายและเรื่องอีกหลายเรื่องก็ไม่จำเป็นที่ต้องตอบให้ได้ด้วย

19. คุณธรรมส่อคุณค่าของมนุษย์มากกว่าความฉลาด

20. อะไรก็ตามแต่แม้ว่ามันจะจริง จะถูกต้อง แต่ถ้าการพูดออกไปนั้น มันไม่มีประโยชน์มีแต่ผลเสีย อย่าพูดดีกว่า

21. การขาดความเกรงใจต่อกัน ทำให้เราทะเลาะกันได้ง่าย การมีความเกรงใจต่อกันที่มากเกินไป ก็ทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง

22. ใครที่เขากล้าพูดความจริงกับเราออกมา นั่นก็เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าเราจะยอมรับเขาได้

23. การฝึกวินัยให้กับลูกนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นการฝึกวินัยให้กับพ่อแม่ด้วย

24. หากลูกเป็นคนเฉื่อยชา เราคงต้องช่วยกระตุ้นให้กำลังใจ หากลูกเป็นคนเอาจริงเอาจังเกินไป เราคงต้องช่วยสอนให้ลูกได้ปล่อยวางบ้าง กฎเกณฑ์การเลี้ยงลูกของคนๆ หนึ่ง จึงไม่เหมือนของอีกคนๆหนึ่ง

25. เมื่อคิดจะเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ที่มองว่าดี ต้องมองถึงความเป็นจริง ความเป็นไปได้ด้วยเสมอ

26. แต่ละคนมีศักยภาพของตัวเองอยู่แล้ว เราจึงควรต้องให้เกียรติต่อกันบ้าง

27. เมื่อเป็นคนก้าวร้าวคนอื่นไม่เป็น ก็มักจะถูกคนอื่นรุกรานได้ง่ายเช่นกัน

28. ถ้าเราเชื่อเรื่องกรรม การตายก็ไม่ใช่วิธีการหนีปัญหาได้ตลอดไป เนื่องจากกรรมนั้น ๆ ยังไม่ได้ชดใช้ จนหมดวาระในตัวของมันเอง เกิดชาติหน้า กรรมเก่าก็จะติดตัวต่อไปอยู่ดี

29. การมองปัญหาในแง่มุมต่างกัน ในจุดต่างกันจะทำให้เข้าใจปัญหาได้ต่างกัน
30. เราจะให้อภัยตัวเอง กับผู้อื่นได้นั้น เราต้องเข้าใจในตัวเองและผู้อื่นได้ก่อน

31. การแก้ปัญหาทางบุคลิกภาพต้องอาศัยทั้งความจริงใจและการอดทนเป็นอย่างยิ่ง

32. ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นเรื่องที่ดี แต่….ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นก็หาได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียวไม่

33. เวลาที่พ่อแม่จะสะกิดฝีหนองให้ลูกนั้น พ่อแม่เองก็เจ็บปวดไม่น้อย

34. บางครั้งเราต้องการให้คนอื่นมาเข้าใจเรา มากกว่าที่เราอยากจะเข้าใจตัวเอง นั่นก็เพราะว่า เรายังเป็นมนุษย์ที่ยังมีความอ่อนแออยู่บ้าง

35. เรื่องที่คนเราประทับใจ มักจะลืมเลือนได้ยาก ก็เนื่องจากความประทับใจ ไม่ใช่ความจำนั่นเอง

36. จะมีเราอยู่……………………. เขาก็เป็นอย่างนั้น
ไม่มีเราอยู่….……………….. เขาก็เป็นอย่างนั้น

37. หากเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จริงๆแล้ว เราเป็นได้แค่เพียงตัวกระตุ้นเท่านั้น

38. ถ้าเราเรียนรู้ธรรมะด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว เราจะสัมผัส " การรู้ " ได้ยากยิ่ง

39. ความสับสนในชีวิดมันเกิด ควรหาที่ยึดเหนี่ยวให้จิตใจได้พักเสียบ้าง

40. เรื่องของชีวิต มันมีจังหวะที่ต้องรอคอยอยู่บ้าง จะเรียกร้องให้มันได้ดั่งใจเสมอไปได้อย่างไร
ความจริงใจ หากถูกแปลเป็นแง่ลบแล้ว ใครยังอยากจะกล้าจริงใจให้อีก

41. เพราะความอยาก…….มันถึงได้วุ่นวายกันเพียงนี้

42. ไม่ใช่ว่า ห้ามโกรธ แต่ให้รู้ว่าโกรธ ไม่ใช่แสดงความโกรธแต่ให้พูดออกมาว่าโกรธ

43. จิตและอารมณ์เป็นของแท้ ความคิด คือ ตัวปรุง

44. หากเชื่อว่า "การบ่น จะทำให้ลูกนิสัยดีขึ้นก็น่าจะลองดู ในเมื่อความเป็นจริงนั้น " การบ่น " มักจะยิ่งทำให้ลูกแย่ลงมากกว่าเดิมเสียอีก

45. ใครเขาจะเป็นอย่างไรก็ช่าง มันอยู่ที่………เรารู้สึกอย่างไรด้วยต่างหาก

46. หากพ่อแม่คาดหวัง อยากจะให้ลูกเป็นคนดีนั้น พ่อแม่ต้องช่วยให้ลูกเป็นคนดีด้วย ( อย่าเพียงแต่หวัง )

47. พ่อแม่ หากมีความรักลูกมากไปแล้ว ก็ยากที่จะสอนวินัยให้กับลูกได้ดี

48. การเข้าใจคนอื่นได้ เป็นเรื่องที่ดี การเข้าใจตนเองได้ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่แย่ และก่อให้เกิดทุกข์ได้มากก็ คือรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจเราเลย

49. กังวล เกินกว่าเหตุ… เชื่อมั่น มากเกินไป…
ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักตนเองอยู่เสมอ

50. การเร่งแก้ปัญหา โดยรีบคิดให้ตกทันที จะยิ่งสร้างปัญหาทางอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้น


พบทะเลสาบแปลกประหลาดที่สุดในโลก มีน้ำเป็นน้ำยาซักฟอก และมีความเป็นด่างอย่างแรง รีบส่งนักวิทยาศาสตร์ไปสำรวจเพื่อค้นหาชีวิตที่อาจจะมีอยู่ได้ และเชื่อว่าอาจจะเป็นพิมพ์เดียวกับของชีวิตต่างโลก

คณะนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์การเดินทางในอวกาศมาร์แชลล์ ขององค์การอวกาศสหรัฐฯ จะได้ยกคณะไปยังทะเลสาบอันเดอร์ซี ที่ขั้วโลกใต้ ซึ่งรับน้ำที่ละลายจากแม่น้ำน้ำแข็ง เป็นทะเลสาบที่ผิดแปลกจากที่อื่นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุว่าน้ำชั้นบนระดับสูงถึง 70 เมตร ล้วนมีฤทธิ์เป็นด่าง "มันมีความเป็นด่างแรงมาก" ยิ่งกว่านั้นตะกอนในทะเลยังปล่อยก๊าซมีเทนออกมามากยิ่งกว่าสิ่งที่มีชีวิตในน้ำตามธรรมชาติอื่นใดบนโลกนี้

นายริชาร์ด ฮุเวอร์ ผู้เป็นหัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า มันนับเป็นกรณีตัวอย่างของสถานที่แปลกประหลาดในสุริยจักรวาล ซึ่งอาจจะได้พบรูปแบบของชีวิตที่สามารถอยู่ได้ในสภาพดินฟ้าอากาศอันทารุณ

สิ่งหนึ่งซึ่งเราได้รู้ในระยะสองสามปีมานี้ คือได้พบสิ่งมีชีวิตพวกจุลชีพอาศัยอยู่ในน้ำแข็งก็มี ในน้ำเดือดก็มี แม้แต่ในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ชีวิตแปลกๆ เหล่านี้อาจจะเป็นชีวิตธรรมชาติที่อยู่ตามดินแดนแห่งต่างๆ ในจักรวาล

เขาบอกว่าเราหวังว่าจะพบรูปแบบชีวิตใหม่ๆ ที่ทนกับอุณหภูมิสูงและทนกับความเป็นด่างมาก เราเคยพบแบคทีเรียในอุโมงค์ที่อลาสกามาแล้ว ที่กลับมีชีวิตขึ้นอีกเมื่อน้ำแข็งที่จับอยู่ละลายออก หลังจากที่ติดอยู่มานาน 32,000 ปี ในขณะที่จุลชีพบนโลกยังทนอยู่ได้ ทำไมบนดาวพระเคราะห์ดวงอื่นจึงจะไม่มีบ้าง


วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Grenade (fruit)





La grenade (Punica granatum), de la famille des Lythracées est le fruit comestible du grenadier. Elle est probablement originaire d'Iranet réputée avoir des vertus thérapeutiques.
Le grenadier est un arbuste qui aime la chaleur et craint les grands froids. Il s'acclimate bien tout autour du
bassin méditerranéen, dans la même zone climatique que l'olivier.
Originellement, le sirop de grenadine était tiré des grenades. Aujourd'hui, la grenade n'entre plus dans la composition du
sirop de grenadine industriel qui est un mélange de fruits rouges.
Le nom de grenade, aussi appelée pomme-grenade ("pomegranate" en anglais), vient du latin granatus qui signifie « abondant en grains ».
Description
C'est une grosse baie ronde, de la taille d'une grosse orange, à écorce dure et coriace, de couleur rouge ou jaune-beige, qui renferme dans des « loges » délimitées par des cloisons épaisses, de nombreux pépins de couleur rose-saumon à rouge rubis, d'une forme caractéristique en gemme de rubis.
Dans chaque pépin, la graine est enrobée d'une
pulpe gélatineuse de chair rouge transparente, sucrée chez les variétés améliorées, sinon d'un goût plutôt âcre. Seuls les pépins constituent la partie comestible de la grenade soit environ la moitié du fruit.
Avec la maturité, la peau de la grenade s'assombrit, s'amincit et durcit à l'extrême. Son écorce constituant alors une protection efficace pour la pulpe enfermée à l'intérieur de très nombreuses cloisons ténues.

Histoire
Un grenadier
Originaire de la
Perse (Iran), elle est cultivée depuis au moins 5000 ans en Asie occidentale et en Afrique du Nord, elle poussait dans les jardins suspendus de Babylone; elle est représentée sur certains bas-reliefs du temple de Karnak (Égypte), sur des mosaïques byzantines à Qasr el-Libia en Libye, un arbre de vie au-dessus de deux pintades et la grenade représentée sur des sculptures assyriennes.. Les anciens Égyptiens préparaient avec elle un vin léger au goût de framboise.
Les Grecs la considéraient comme le symbole de la fertilité, elle était d'ailleurs dédiée à la déesse de l'amour et des plaisirs Aphrodite et à Héra la déesse du mariage légitime qui fut l'épouse de l'infidèle Zeus, c'est elle qui enverra aux enfers Perséphone pour en avoir prélevé un grain de celle que lui présenta Hadès; ce fut aussi l'un des attributs de Dionysos.Elle fut introduite en Europe dans le courant du VIII eme siècle par les Arabes via l'Espagne où elle fut abondamment cultivée en Andalousie dans la province qui portera son nom, ainsi que la ville d'Elvira, qui sera rebaptisée Grenade* au XI siècle par Zawi ibn Ziri, premier roi de la dynastie berbère-ziris (1012-1090).

Une grenade d'Inde
La grenade était appréciée des nomades car, protégée du dessèchement par sa peau épaisse et coriace, les caravanes pouvaient la transporter sur de longues distances, et son jus désaltérant et nourricier était très apprécié. On retrouve sa trace dans des documents anciens.
Hippocrate recommandait le jus de la grenade contre la fièvre et comme fortifiant contre la maladie.
Les
Romains connaissaient la grenade grâce aux Phéniciens qui l’apportaient de la Phénicie (Liban) à Rome, d’où son nom scientifique de Punica.

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551

นี่ๆๆๆๆๆๆๆ......เราเอาเรื่องตลกมาให้เพื่อนๆอ่านเล่นเห็นว่ามันตลกดี+............+
ชื่อเรื่อง...เหตุผมที่ไม่อยากไปเยี่ยมเพื่อนบ้านคนรวย
(ฉาก : ห้องรับแขกโซฟาหนังแท้เครื่องเรือนเป็นประกายแสบตา)
(ตัวละคร : ป๋ม กับเพื่อนเศรษฐี)
เพื่อน : นายจะดื่มอะไร น้ำผลไม้ โซดา ชา โกโก้ ช็อคโกแลตหรือกาแฟ?
ป๋ม : ขอชาแล้วกัน
เพื่อน : เอาซีลอน หรือชาสมุนไพร หรือเอาบุช ผสมน้ำผึ้งดีมั้ยหรือเอาชาเย็น หรือชาเขียว
ป๋ม : เอาซีลอน
เพื่อน : เอาแบบไหนเหรอ ใส่นมหรือไม่ใส่
ป๋ม : ใส่นมด้วยแล้วกัน เ
พื่อน : เอานมแพะ นมอูฐ หรือนมวัว
ป๋ม : นมวัวดีกว่า
เพื่อน : เอานมจากวัวฟรีซแลนด์หรือวัวแอฟริกาเน่?
ป๋ม : เอ่อ... ไม่ต้องใส่นมก็ได้
เพื่อน : อยากได้หวานแบบไหนล่ะ ใส่น้ำตาลหรือว่าน้ำผึ้ง?
ป๋ม : น้ำตาลดีกว่า
เพื่อน : น้ำตาลบีทหรือน้ำตาลอ้อย?
ป๋ม : น้ำตาลอ้อย
เพื่อน : เอาแบบขาว หรือแดง หรือว่าเหลือง?
ป๋ม : ... นายลืมเรื่องชานี่ซะเถอะ ขอน้ำสักแก้วก็พอว่ะ
เพื่อน : จะเอาน้ำแร่หรือน้ำกลั่น?
ป๋ม : น้ำแร่
เพื่อน : เอาแต่งรสด้วยมั้ย? หรือว่าไม่?
ป๋ม : หิวน้ำจะตายอยู่แล้วโว้ย !!!
เพื่อน : ???? (ก็แค่ถาม)
เพื่อน:แล้วจะใส่แก้วทรงไหนดีล่ะ แก้วใส ขุ่น / ทรงยุโรปทรงไทย หรือ ทรงแขกดี
ป๋ม:เอ่อ...ที่มัน ใส่น้ำแล้วไม่รั่วก็ได้นะจะดีมากถ้ามีน้ำแข็งด้วย
เพื่อน:อ่า เอาน้ำแข็งแบบไหนดี ทุบละเอียดหรือก้อนกลม(ยูนิค)
ป๋ม:กลมๆละกัน
เพื่อน:เอาแบบใหญ่ๆ หรือ เล็กๆดีล่ะ
ป๋ม:เอาว่าใส่น้ำแล้วมันเย็นอ่ะ
เพื่อน:จานรองแก้วล่ะ เอาเป็นไม้ หรือ สแตนเลสดี
ป๋ม:สแตนเลสเนอะ
เพื่อน:กลมๆ หรือ สี่เหลี่ยม
ป๋ม:เดี๋ยวกูไปแดกน้ำที่บ้าน เดี๋ยวมา (อยากจะชกซัก 1ที)
เพื่อน:............ผิดอารายอ่า......

Mode punk


La mode punk est, à ses débuts, l'allure vestimentaire et l'apparence physique que se donnent au milieu des années 1970 certains groupes de musique américains. Ils se distinguent alors fortement de tout ce qui se faisait à l'époque ; ils seront copiés par des groupes anglais dont les Sex Pistols qui populariseront cette allure. Ce nouveau genre, issu de la rue et de la misère, sera par la suite baptisé « punk » ; sa recherche d'excentricité et de provocation en feront un singulier phénomène de mode qui, depuis, influence régulièrement les créateurs modernes.
L'apparence vestimentaire est utilisée comme signe d'appartenance à une même communauté d'idéologie, de comportements et de goûts. Les codes qui la déterminent sont en évolution constante et se redéfinissent à mesure qu'ils sont dévoilés au grand public, popularisés par les médias et repris par la
mode. L'apprentissage de ces codes est de l'ordre de l'initiation où maîtrise de sa propre image et définition de l'identité personnelle vont de pair.
L'esthétique punk est généralement jugée comme sans concession et agressive. Elle véhicule à la fois les valeurs de liberté des
années 1950, l'autodestruction propre au poète maudit, le tranchant des mods des années 1960 et le refus du système en place. Puisant ses influences dans plusieurs références ou époques, elle fait largement appel au mélange de genres ainsi que l'illustre bien la première prestation des Sex PistolsJohn Lydon, le chanteur, portait son célèbre tee-shirt « I hate Pink Floyd » avec un pantalon type « baggy » et des bretelles ; Steve Jones, le guitariste, ressemblait à Pete Townshend (guitariste de The Who) ; Paul Cook, le batteur, à Rod Stewart en mods et Glen Matlock, le bassiste, portait un pantalon avec des tâches de peinture et un haut de femme en cuir rose.

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2551

...APPLE..


Apple

This article is about the fruit. For the electronics corporation, see Apple Inc. For other uses, see Apple (disambiguation).
Apple

Blossoms, fruits, and leaves of the apple tree (Malus domestica)
Scientific classification
Kingdom:
Plantae
Division:
Magnoliophyta
Class:
Magnoliopsida
Order:
Rosales
Family:
Rosaceae
Subfamily:
Maloideae
Genus:
Malus
Species:
M. domestica
Binomial name
Malus domesticaBorkh.

Wild Malus sieversii apple in Kazakhstan

Apple cut horizontally, showing seeds
The apple is the
pomaceous fruit of the apple tree, species Malus domestica in the rose family Rosaceae. It is one of the most widely cultivated tree fruits. The tree is small and deciduous, reaching 5-12 m tall, with a broad, often densely twiggy crown.
The
leaves are alternately arranged simple ovals 5-12 cm long and 3-6 cm broad on a 2-5 cm petiole with an acute tip, serrated margin and a slightly downy underside. Flowers are produced in spring simultaneous with the budding of the leaves.
The flowers are white with a pink tinge that gradually fades, five
petaled, 2.5-3.5 cm in diameter. The fruit matures in autumn, and is typically 5-9 cm diameter. The centre of the fruit contains five carpels arranged in a five-point star, each carpel containing one to three seeds.